KM 2559 การทำนาในระบบผลิตข้าว “เปียกสลับ แห้ง แกล้งข้าว"

สำนักงานเกษตรอำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


การทำนาระบบ “เปียกสลับแห้ง แกล้งข้าว” คือการทำนาที่ใช้วิธีแกล้งให้ข้าวอดน้ำ 2 ครั้งในระยะแตกกอ ครั้งแรกตอนข้าวอายุประมาณ 40-50 วัน วัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ข้าวแตกรากแตกกอใหม่ให้มากที่สุด เนื่องจากข้าวจะรู้สึกอดอยากจึง พยายามสร้างรากใหม่เพิ่มพื้นที่ในการหาอาหารให้มากขึ้น เกิดการแตกกอมากขึ้น ครั้งที่ 2 ข้าวอายุประมาณ 50-60 วันกระตุ้นให้หน่อต้นข้าวที่เกิดใหม่ กระชับผนังเซลล์แข็งแรง ต้านทานโรคแมลง และสร้างผลผลิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นการลดต้นทุนที่ดีที่สุด
ทำไมต้องแกล้งข้าว
คำตอบ: - ต้องการเพิ่มผลผลิตต่อไร แกล้งให้ข้าวขาดน้ำ กระตุ้นการสร้างรากเพื่อหาน้ำ รากมากข้าวแตกกอได้มาก ผลผลิตมาก
                -ต้องการลดต้นทุน ใช้น้ำน้อย ประหยัดค่าน้ำมันในการสูบน้ำเข้านา ดินที่แตกระแหง รากจะได้ออกซิเจน ปุ๋ยจะลงสู่รากได้ง่ายลดการสูญเสีย ฯลฯ ดินที่แห้ง ไม่เป็นหล่ม สามารถลงไปจัดการได้ง่าย ประหยัดแรงงาน

วิธีการทำนาในระบบผลิตข้าว “เปียก สลับ แห้ง แกล้งข้าว"
1. การเตรียมดิน ควรไถ หรือตีดินให้ลึก 20-25 ซ.ม. (เพราะต้องฝังท่อแกล้งข้าวลงไปในดิน 20 ซ.ม.)พื้นนาต้องเรียบสม่ำเสมอทั้งแปลง
2. ใช้วิธีปลูกข้าวแบบปักดำด้วยเครื่องระยะห่างระหว่างแถว 30 ซ.ม. (กล้าอายุไม่เกิน 25 วัน)
- ประหยัดเมล็ดพันธุ์(ใช้ 8 ก.ก.ต่อไร่)
- การจัดระบบช่องแสง อากาศถ่ายเท ต้นข้าวสุขภาพดี
- สะดวกต่อจัดการ การตัดพันธุ์ปนในแปลงนา (ข้าวนอกแถว) การกำจัดวัชพืช ศัตรูพืช
3. วิธีแกล้งข้าว
                -ท่อแกล้งข้าว ใช้ท่อ PVC  หน้า 4 นิ้วมาความยาว 4 เมตร แบ่งความยาวท่อนละ 25 ซม. ได้ทั้งหมด 16 ท่อน (1ไร่ ใช้ประมาณ 5 – 8 ท่อน)  นำไปเจาะรู จำนวน 40 รู ต่อท่อน โดยแถวบนสุดห่างจากขอบบน 5 ซม.และแถวถัดไปห่างแถวละ 5 ซม.

                - หลังปักดำแล้วนำท่อไปปักในนาตามแนวตั้ง กระจายให้ทั่วแปลงนา โดยให้ขอบบนสูงจากดิน 5 ซม . แล้วใช้มือควักขี้เลนออกจากท่อให้หมด ใว้เพื่อวัดระดับน้ำในเเปลงนา ว่าระดับน้ำใต้ผิวดิน เเห้งลงไปเท่าไร

  1. ในระยะแรกต้องรักษาระดับน้ำ สูง 3 – 10 ซม. เพื่อควบคุมวัชพืช
  2. ปล่อยให้ระดับน้ำในนาแห้ง 2 ครั้ง ช่วงข้าวอายุ 40-50 วัน และ50-60 วัน จนดินแตกระแหง สังเกตระดับน้ำในท่อจนถึง ระดับ ลึก 15 ซม.(ระยะจุดเฉาข้าวหรือจุดเป็นตายเท่ากัน) จึงเปิดน้ำเข้านาใหม่
  3. ในระหว่างที่น้ำแห้งสามารถลงไปจัดการในแปลงนาได้สะดวก(โดยที่เท้าไม่เปื้อน) เช่น กำจัดวัชพืช ตัดพันธุ์ปน และหว่านปุ๋ย(ให้ปุ๋ยลงไปตามซอกระแหง ถึงราก โดยตรง) ก่อนเปิดน้ำเข้านา
  4. ทำไมต้องใช้ ท่อ PVC เพราะ แต่ละคนมีมาตรวัดไม่เท่ากัน ครั้นจะบอกให้เเห้ง แตกระเเหง ก็ไม่รู้ว่าเเห้งระดับไหน การดูระดับน้ำในท่อจะสังเกตได้ง่ายว่า ลึกลงไป 15 ซม. ก็ค่อยปล่อยน้ำเข้า ไม่ต้องแช่น้ำในเเปลงนาตลอดเวลา

 

ความเข้าใจ ใหม่ กับ “ข้าว + ดิน + น้ำ” ปัญหา
ข้าว ไม่ใช่พืชน้ำ แต่เป็นพืชทนน้ำท่วมขัง
 การแช่น้ำไว้ในแปลงนา วัตถุประสงค์หลัก “เพื่อคุมหญ้าคุมวัชพืช”แต่ การแช่น้ำในแปลงนาต่อเนื่อง ทำให้ดินเหลว และเกิดการหมักต่อเนื่อง มีผลต่อการย่อยสลายอินทรียวัตถุโดยไม่ใช้ออกซิเจน (มีน้ำปิดหน้าดิน) เกิดเป็น ก๊าซมีเทน ส่งผลต่อการหากินของรากข้าว และความแข็งแรงต้นข้าวหรือข้าวไม่กินปุ๋ย แตกกอน้อย(เพราะรากข้าวจะไม่ได้รับออกซิเจน การแตกกอจะน้อยกว่า รากที่ได้รับออกซิเจน หน้าดินแตกระเเหง)ต้นข้าวที่แช่น้ำตลอด ทำให้ต้นข้าวอวบน้ำ อ่อนแอ ต่อ โรคและเเมลงลงได้ง่าย 
ความชื้นในแปลงนามาก เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของโรคแมลงของต้นข้าว มีผลต่อการระบาดของโรค แมลง ต้องใช้สารเคมีกำจัด ทำลายระบบนิเวศน์ ทำลายคุณภาพชีวิต
 น้ำในแปลงนามีต้นทุน ในการสูบ (ค่าน้ำมัน) ทำลายสามัคคีชุมชน (แย่งน้ำ)
ส่งผลให้ ต้นทุนเพิ่ม ผลผลิตลด นาหล่มจัดการลำบาก
สิ่งที่ชาวนากังวลใจ กับ แปลงนา แห้ง หรือไม่มีน้ำ
• ใช้น้ำคุมหน้าดินป้องกันวัชพืชถ้าคุม ถ้าคุมไม่ได้มีผลต่อการแย่งอาหารข้าว จึงไม่กล้าปล่อยให้แปลงนาแห้ง
• กลัวต้นข้าว แกรน เหลืองจากขาดน้ำ กลัวไม่ได้ข้าว ไม่ได้ผลผลิต คิดว่าข้าวเป็นพืชน้ำ
แนวทางการคุมหญ้าในแปลงนาดำ อย่างมีประสิทธิภาพ
ฟิสิกส์ – เตรียมแปลงนาให้เรียบเสมอ เพื่อหล่อน้ำได้เสมอทั่วแปลง (สาคัญอย่างยิ่ง)
เคมี – ยาคุมเม็ด หรือคุมเลน หลังการปักดำ (เป็นทางเลือก)
ชีวะ – การหว่าน “แหนแดง” หลังปักดำ (อัตรา 20 กก./ไร่) เเหนเเดงมีความสามารถในการตรึงไนโตรเจนจากอากาศ มาเลี้ยงต้นข้าว(ประหยัดค่าปุ๋ย)  ช่วยคลุมหน้าดิน พรางแสงคลุมวัชพืช(ประหยัดยาคุมหญ้า และยาฆ่าหญ้า)  และเป็นอาหารโปรตีนสำหรับเป็ด
-การเลี้ยงเป็ด ในแปลงนาดำ หลังปักดำ4 สัปดาห์ เพื่อย่ำหญ้ากินหอย กำจัดแมลง ในแปลงนา (40 ตัว/ไร่)
แรงงานคน วิธีกล – ใช้ Rotary Weeder  พรวนกำจัดหญ้า ในร่องนาดำ กำจัดข้าวดีดข้าวเด้งที่อยู่นอกแถว

                ทีม KM สำนักงานเกษตรอำเภอบางปะหัน
ประโยชน์ของการทำนา “เปียกสลับแห้ง แกล้งข้าว”

  1. เพิ่มศักยภาพของต้นข้าวกระตุ้นการแตกรากของข้าว ต้นข้าวแข็งแรงหากินเก่ง แตกกอ ต้านทานโรคและแมลง (ลดการใช้ปุ๋ย และสารเคมีลง ) สร้างผลผลิต(เพิ่มราก เพิ่มลำ/หน่อ เพิ่มรวง เพิ่มน้ำหนัก เพราะรากขยัน)
  2. ใช้น้ำน้อย ประหยัดค่าน้ำมันสูบน้ำ ช่วยลดโลกร้อน การหมัก การแช่น้าขัง ในแปลงนาต่อเนื่อง ไม่ปล่อยแห้ง เป็นที่มาของการใช้ สารเคมี ทำลายระบบนิเวศน์ ทำลายคุณภาพชีวิตในระบบการผลิตข้าว
  3. พื้นดินไม่หล่ม ชาวนาชอบ การลงไปจัดการต่างๆในแปลงนาเช่น ตัดพันธุ์ปน กำจัดวัชพืชทำได้ง่าย
  4. การหว่านปุ๋ย สามารถทำตอนน้ำแห้งได้เลยซึ่งเป็นการให้ปุ๋ยตอนข้าวกำลังหิว เมล็ดปุ๋ยจะไหลไปตามซอกระแหงของดิน พอเติมน้ำเข้าไป ข้าวสามารถนำไปใช้ได้เต็มที่ (ลดการใช้ปุ๋ย และสารเคมีลง )
  5. การใช้วิธีปักดำ ช่วยให้ข้าวได้แสงแดด และอากาศ เต็มที่ ข้าวไม่แน่น แตกกอดีมีพื้นที่หากิน ไม่แย่งอาหารกัน ประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ ( 8 – 10 กก./ไร่ ลดค่าพันธุ์ ได้ ร้อยละ 70 )
  6. ดินที่แตกระแหง ทำให้รากได้รับออกซิเจนเต็มที่ รากแข็งแรง หาอาหารเก่ง
  7. ระบบรากนาดำ จะไม่ลอยหาอาหารหน้าผิวดินเหมือนนาหว่าน แต่จะหากินลึก ช่วยยึดลำต้น ข้าวไม่ล้มตอนเกี่ยว
  8. ลดต้นทุนค่าสูบน้ำเข้านา  ใช้เท่าที่ข้าวจำเป็นต้องใช้ชาวนาไม่ทะเลาะเพราะแย่งน้ำกัน
  9. ความชื้นในนามีน้อย ลดการระบาดของโรค แมลง  หมดปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (AWD ทำให้ C:N ratio สูง)


ที่มา จากการบรรยายพิเศษเครือข่ายภาคประชาชน โดย นายสุภชัย ปิติวุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการขาย บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด และชาวนาวันหยุด
“The 3rd Thailand INWEPF SYMPOSIUM "การบริหารจัดการน้ำในนาข้าวยุคใหม่ภายใต้สภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่มีการเปลี่ย­นแปลง (Sustainable water management for paddy fields under crimate change and uncertainly)" เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2555 ณ ห้องประชุมสุธรรมอารีกุล อาคารสารสนเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพ
นายทองดี สมดัง ผู้บันทึก
ค้นคว้าเพิ่มเติม ที่  http://www.gotoknow.org/blogs/books/86876/toc
Facebook : Facebook ชาวนาวันหยุด   http://www.facebook.com/supersup300
Youtube : http://www.youtube.com/supersup300
คำสำคัญ (keywords): การปักดำด้วยเครื่อง, การลงแขกดำนา, ชักร่องน้ำในเเปลงนา, ชาวนามืออาชีพ, ชาวนาวันหยุด, ชาวนาวัยรุ่น, พรวนหญ้าในร่องนาดำ, ลดต้นทุนการทำนา, เปียกสลับเเห้ง แกล้งข้าว, เมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก, เลี้ยงเป็ดในร่องนาดำ, เเผ่นกล้า  
ขอขอบคุณ คุณสุภชัย ปิติวุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการขาย บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ชาวนาวันหยุด และเครือข่ายสังคมออนไลน์ Facebook
ทีม KM สำนักงานเกษตรอำเภอบางปะหัน

oooooooooooooooooooooooooooooooooo

KM 2555 Best Practice การลดต้นทุนการผลิตข้าวต่อไร่

 

 
แนวคิด “ถ้าคนมีสุขภาพที่เเข็งแรง ด้วยอาหาร อากาศ ออกกาลังกาย อารมณ์ ก็ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอ ไม่ต้องกินยา กินวิตามิน อาหารเสริมสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย”“ต้นข้าวก็เช่นกัน ต้นข้าวสามารถแข็งแรงได้ด้วยศักยภาพตามธรรมชาติ ด้วย
การบำรุงดินดี ระยะปลูกเหมาะสม อากาศถ่ายเท แสงเเดด ทั่วถึงโคน ระบบน้ำ(เปียกสลับเเห้ง แกล้งข้าว) ต้นข้าวก็จะกระชับผนังเซลล์แข็งแรง กระตุ้นการออกราก เพิ่มพื้นที่การหาอาหาร แตกกอ ดูแลตัวเอง ได้ตามศักยภาพ และสร้างผลผลิต
ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นการลดต้นทุนที่ดีที่สุด
กุศโลบาย ในการทำงานร่วมกับกลุ่มชาวนา
 นำเสนอหลักการ ที่ย่อยได้ง่าย เข้าถึงได้ง่าย เข้าใจง่าย ทำได้ทันที
 สื่อสาร ไทยเป็นไทย ด้วยภาษาพื้นๆ ดิบๆ ติดปาก จำง่าย
 นิยาม “ข้าวไม่ใช่พืชน้ำกับการจัดการเรื่องวัชพืชครบวงจร” กับชาวนา ให้ชัดเจน
 เป้าหมาย ชัดเจน เป็นตัวเลข มีความท้าทาย และเป็นไปได้
 พูดจริง ทำจริง ต้องลงไปทาด้วยกัน ในพื้นที่ ***แนะนำอย่างเดียวไม่จบ***
 สื่อสารด้วยภาพ วีดีโอ โดย “ชาวนาเป็นพระเอก” ให้เห็นภาพชัดเจนไม่ตัดต่อ ลงไปในพื้นที่จริง
 ขยายผลด้วยกลยุทธ์ ปากต่อปาก “ชาวนามืออาชีพ”
 ชาวนาย่อมเชื่อชาวนา ชาวนาผู้ปฏิบัติ
 ดูแล ติดตาม ติดอาวุธ ให้ชาวนา สร้างความมั่นคงทางอาหาร อย่างต่อเนื่อง

 

กิจกรรม
 สร้างกลุ่ม “ชาวนาวันหยุด” มนุษย์เงินเดือนวันธรรมดา ในสังคมออนไลน์ Facebook ให้ลงพื้นที่ไป –ช่วย-ทำ-นำการเปลี่ยนเเปลง" กับการ "แกล้งข้าว”  ชาวนาวัยกระเตาะ 1-14 ปี ช่วยพ่อแม่ทำนาได้ ชาวนาวัยรุ่น 15-34 ปี ชาวนามืออาชีพ 35 ปีขึ้นไป
  ยกประเด็นวิธีทำนาที่ใช้น้ำน้อยลง หรือ “แกล้งข้าว”เป็นจุดเด่นเข้าไปทำในกลุ่ม ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีกลุ่มเดิมอยู่แล้ว ใช้วิธี แกล้งข้าวเพื่อลดต้นทุน และชวนกลุ่มที่ผลิตข้าวขายโรงสี มาผลิตเมล็ดพันธุ์ โดยการรวมกลุ่มกันจดทะเบียนกลุ่ม ตั้งแต่300  500  1000 ไร่

 

ผลการดำเนินการที่ได้รับการยอมรับ
กลุ่มที่แกล้งข้าวประสบความสำเร็จ เช่น กลุ่มผู้ผลิตเม็ดข้าวบ้านท่าไม้ อ. ชุมแสง จ.นครสวรรค์ 1,040 ไร่ กลุ่มสามัคคีเมล็ดพันธุ์ ต.ยางขาว อ.พยุหะคีรี จ. นครสวรรค์ 800 ไร่ ศูนย์ข้าวชุมชน ต.นาบ่อคำ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร 200 ไร่ ไร่ ศูนย์ข้าวชุมชน ต.วังน้ำ อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร 2,000 ไร่ และเกษตรกรรายย่อยในจังหวัด กำแพงเพชร นครสวรรค์ ปทุมธานี สุโขทัย สุพรรณบุรี นครราชสีมา 1,170 ไร่

 

นายทองดี สมดัง ผู้บันทึก

00000000000000000000000

 

 การประชาสัมพันธ์กับงานส่งเสริมฯระดับตำบล

 

                 นายทองดี  สมดัง
นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ

 
      ปัจจุบันรับราชการกรมส่งเสริมการเกษตร ตำแหน่งนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ  สังกัดสำนักงานเกษตรอำเภอบางปะหัน  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  
      ในการทำงานภาครัฐแนวใหม่  การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์   ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญมากต่อการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตร  เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารการเกษตรแพร่กระจายไปสู่เกษตรกร  โดยมี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรเป็นสื่อบุคคล ผ่าน สื่อกิจกรรม  (นิทรรศการ  การสาธิต  การประกวด  นำชมผลงานและ สื่อมวลชน   (หนังสือพิมพ์ วิทยุ  และโทรทัศน์)  เป็นตัวเร่งให้เกิดการแพร่กระจายข่าวสารไปสู่เกษตรกรอย่างรวดเร็ว  ทันสมัย  ทันเหตุการณ์  ส่งผลให้เกษตรกรเป้าหมาย
เกิดความเชื่อถือ  ศรัทธา  และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างยั่งยืนร่วมกัน  การประชาสัมพันธ์  จึงเป็นการติดต่อสื่อสารแบบสองทาง  Two  Way  communication
 คือ  เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขความเข้าใจผิดต่าง ๆ  ให้สามารถอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นอย่างมีความสุข  
      สำหรับ กิจกรรมด้านการประชาสัมพันธ์งานส่งเสริมการเกษตร  ที่น่าสนใจ  คือ

  1. การทำข่าวสารความเคลื่อนไหวทางการเกษตรที่จำเป็นและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และฤดูกาล  ผ่านสื่อต่างๆ

           2. การทำจดหมายข่าวรายเดือน
            3.  การนำสื่อมวลชนดูงานผลงานส่งเสริมหรือแปลงเกษตรกรที่ประสบผล
            4.  การแถลงผลงาน
            5.  การจัดนิทรรศการผลงาน
            6.  การจัดงานวันเกษตรกร
            7.  การประกวดผลงาน/เกษตรกรดีเด่น  เพื่อเป็นแบบอย่าง
            8.  การผลิตเอกสารคำแนะนำ/ตักเตือนทางวิชาการ
     ในการทำทุกกิจกรรมที่กล่าวมาแล้ว  จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อใช้ในการทำนักวิชาการส่งเสริมส่วนใหญ่  มักมีคำถามว่า  ไม่รู้จะเอาข้อมูลอะไรมาเผยแพร่?  คำถามนี้จะหมดไป  ถ้าเรารู้จักบริหารจัดการข้อมูล  คือ
           1.  เราต้องรู้จักสำรวจ/วิเคราะห์ปัญหาความต้องการของเกษตรกรและพื้นที่  รวมทั้งสถานการณ์การเกษตรที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้เป็นพื้นฐานในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย  เราก็สามารถมีคลังข้อมูล
ที่ผ่านการวิเคราะห์แล้วว่า  เราต้องการอะไรจะได้ถ่ายทอดความรู้ได้ตรงกับความต้องการ  และนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง  ไม่ใช่ขยะข้อมูล
           2. เราต้องจัดหมวดหมู่  ประเด็นข้อมูลข่าวสารที่จะให้บริการแก่เกษตรกร  และนำข้อมูลเหล่านั้นมาเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน  และสื่อท้องถิ่น  เช่น
                      -  ข้อมูลสถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญ
                      -  ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เหมาะสมในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
                      -   ราคาสินค้าเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ
                      -  แหล่งจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร
                      -   แหล่งความรู้สู่แปลงสาธิตที่ประสบผล
                      -  สถิติสถานการณ์ภัยธรรมชาติตามฤดูกาล
     เมื่อเราบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างเป็นระบบแล้ว  การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของเกษตรกร  โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย  ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ  เป็นกลุ่มที่ด้อยโอกาสในการเข้าถึงข่าวสารการเกษตร  
เนื่องจากได้รับการศึกษาต่ำกว่าขั้นพื้นฐาน  ยากจน ขาดทุนในการประกอบอาชีพ  จากการสำรวจ  สถานการณ์รับสื่อของเจ้าหน้าที่ส่งเสริม  กลุ่มที่สนใจในปัญหาเดียวกันมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  นำเอาความรู้  ประสบการณ์ 
 ภูมิปัญญาของแต่ละคนมาเล่าสู่กันฟัง  มีโจทย์ในการเรียนรู้ร่วมกัน  และมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรประจำตำบล  ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก  และหาองค์ความรู้ที่ชุมชนยังขาด  เป็นที่ปรึกษา  แนะนำ  กระตุ้น  ให้เกษตรกร 
 วิเคราะห์ปัญหา  ค้นหาสาเหตุและแนวทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง  ตลอดจนเป็นนักจัดกระบวนการเรียนรู้  ให้กับผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่   โดยต้องหมั่นฝึกฝนและเพิ่มพูนความรู้อยู่เสมอ  ปรับกระบวนทัศน์การทำงาน  อย่างมืออาชีพ  
            อย่างไรก็ตามการปฏิบัติงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร  มีประเด็นที่สำคัญ  คือ  
           1.  ให้ใช้ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ  เป็นกลไกหลักในการปฏิบัติงานในพื้นที่
           2.  ให้เจ้าหน้าที่มีบทบาทในการเป็นผู้อำนวยความสะดวก  เป็นที่ปรึกษา  แนะนะกระตุ้นเป็นนักวิชาการ  เป็นผู้ประสานงาน  เป็นผู้บริการถ่ายทอดความรู้  และเป็นผู้ติดตามประเมินผล
           3.  เน้นให้ประชาสัมพันธ์การปฏิบัติงานตามระบบส่งเสริมการเกษตรใต้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย   และเกษตรกรได้รับรู้เพื่อการประสานงานแบบบูรณาการ  และให้สอดคล้องกับการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์จังหวัด
 บทสรุป
             การประชาสัมพันธ์เป็นตัวนำการส่งเสริมการเกษตรให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว  ทันสมัย  ทันเหตุการณ์  ส่งผลให้เกษตรกรเกิดความเชื่อถือศรัทธา  และให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงาน
เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างยั่งยืนร่วมกัน  ดังนั้น  นักส่งเสริมยุคใหม่ต้องตระหนักที่จะเป็นนักประชาสัมพันธ์  คือ  พยายาม  นำความรู้ในวิชาชีพอย่างมืออาชีพไปเผยแพร่ให้บริการ 
 เอาใจใส่ลูกค้า  สร้างจิตสำนึกที่ดีต่อเกษตรกรให้ได้  เพราะงานเกษตรกรที่เราทำอยู่จัดเป็นงานบุญ  ช่วยเหลือคน  ขอให้เราปรับวัฒนธรรม  ในการทำงานของการเป็นข้าราชการยุคใหม่ที่ต้องมีวิญญาณ
ของการให้บริการอย่างจริงใจ  (Service mind)  กับพี่น้องเกษตร  แล้วเราจะได้ใจเขามาเป็นกระจกสะท้อนถึงผลงานที่เราทำ  โดยเราไม่ต้องเป็นผู้บอก

 

นายทองดี  สมดัง  ผู้บันทึก

  ที่มาจาก web site งานประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร

0000000000000000000000000000000

 

 

ประชาสัมพันธ์อย่างไร ให้อยู่ในหัวใจ

  หลายคนคิดว่า เมื่อมีฝ่ายประชาสัมพันธ์แล้ว หน้าที่  งานประชาสัมพันธ์คือ      หน้าที่ของคน ที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์เท่านั้น นั่นเป็น “ความเข้าใจผิด” ซึ่งต้องคิดแล เข้าใจใหม่เพื่อองค์กรจะได้เจริญรุ่งเรือง ดังนั้น การประชาสัมพันธ์เป็นหน้าที่ของคนทุกคน  ประชาสัมพันธ์ แม้ไม่จบมาทางด้านประชาสัมพันธ์โดยตรง แต่สามารถเรียนรู้ได้และจะไม่รังเกียจในการคบหาสมาคมกับผู้คนไม่ว่าจะแตกต่างกันหรือไม่ก็ตามการประชาสัมพันธ์กลายเป็นสิ่งที่มีบทบาทและความสำคัญอย่างมากในองค์กรต่างๆในหน่วยงานทั้งภาครัฐเอกชนการประชาสัมพันธ์   (Public Relations) จงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารเพี่อจัดการขององค์กรให้เกิดสัมพันธภาพอันดีกับสาธารณชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ ขององค์กร อันจะทำให้การเปลี่ยนแปลง

 องค์ประกอบที่สำคัญในการทำงานประชาสัมพันธ์ การทำงานประชาสัมพันธ์ต้องมีดี  5   ประการ คือ 

  1. องค์ประกอบครบ
  2.  
  3. มีขึ้นต้น จนจบบริบูรณ์
  4.  
  5. มีมูลค่าเพิ่มพูน หลากหลายสไตล์
  6.  
  7. มีความฉับไว ทำได้หลายยุทธวิธี
  8.  
  9. มีบุคลิกภาพดีเป็น นิรันดร์
  10.  
 

นักประชาสัมพันธ์ที่ดีควรมีมูลค่าพิเศษ 

     

    1. วาจาต้องใจ คือ เป็นคนที่พูดอะไร ใครได้ฟังก็พึงพอใจ ต้องพูดดีเสมอ น้ำเสียงน่าฟัง ภาษาน่าฟัง ให้เกียรติคน และใช้ภาษาที่ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายๆ

    2.  ภายในเลิศล้ำ  คือมีจิตใจที่รักและศรัทธามีความสุขในการพบปะผู้คน มีควา อดทนสูง มองโลกในแง่ดี   และมีจิตใจใฝ่พัฒนา

    3. พฤติกรรมมีเสน่ห์ คือ  การเดิน การนั่ง  และการยืน ต้องมีความระมัดระวัง รวมทั้งการเข้าสังคมต้องยิ้มแย้มแจ่มใส 

    ให้เกียรติผู้คนและเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายจนเป็นอุปนิสัย  

    ช่องการประชาสัมพันธ์

                    การทำประชาสัมพันธ์สามารถทำได้ในหลายๆ ช่องทาง โดยพิจารณาถึงเหมาะสมความสอดคล้อง กับข่าว และกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งมีทั้ง “เป้าหมายหลัก” และ “เป้าหมายรอง” โดยมีช่องทางประชาสัมพันธ์    ดังต่อไปนี้

    1. ผ่าน “สื่อมวลชน” ซึ่งมีทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์รายวันหนังสือรายสัปดาห์   รายปักษ์ และรายเดือน
    2. สร้าง “สื่อสร้างสรรค์เอง”  เช่นทำใบปลิว  แผ่นพับ โบชัวร์ คัดเอาท์ บิวบอร์ด   เสียงตามสาย  วีดีทัศน์ ซีดี และวีซีดี
    3. สร้างกิจกรรม จัดกิจกรรมขึ้นมาให้น่าสนใจ สามารถจูงใจให้กลุ่มเป้าหมายหลัก กลุ่มเป้าหมายรอง มารับรู้ หรือเป็น “ประเด็น” ให้ “สื่อมวลชน” นำไปขยายต่อ   ในรูป ของรายงานข่าวหรือบทความต่อไป
    4. สื่อสารด้วยการพูด  เช่น แถลงข่าว ออกรายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ ไปร่วมอภิปราย เพราะฉะนั้นนักประชาสัมพันธ์ ควรจะ

     “ต้องพูดเป็น”

    1. พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง  “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” นั่นเป็นสุภาษิตโบราณ ก็จริงแต่ยังใช้ได้อยู่เพราะ “ความจริง คือ สิ่งน่าเชื่อถือ”การประชาสัมพันธด้วยการนำเสนอ “ความจริง” ทุกรูปแบบทุกช่องทาง จึงเป็นวิธีช่วยประชาสมพันธ์ได้เสมอ

     นักประชาสัมพันธ์ ควรจะพูดจูงใจเป็น
                    การทำงานประชาสัมพันธ์ บางครั้งต้อง “สื่อสาร” คนทำงานประชาสัมพันธ์ จึงจำเป็น “ต้องพูดเป็น”     ไม่ใช่เพียงแค่พูดได้  การพูดแต่ละครั้งมีความหมายมาก โดยเฉพาะนักประชาสัมพันธ์ เมื่อถึง “โอกาส”        สำคัญที่ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดสมกับความมุ่งหวังตั้งใจ   “การพูดจูงใจ”   แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ
    1. เตรียมตัว  คือ  ต้องหาคำตอบให้ชัดเจนก่อนว่า เรื่องที่จะพูดคืออะไร  มีวัตถุประสงค์อะไรในการพูด  เช่น  ผู้ฟังคือใคร พูดที่ไหน  เวลาอะไร  ต้องใช้อุปกรณ์อะไร  เป็นต้น                 
    2. ขั้นตอนการพูด  คือ เลือกเวลาให้เหมาะสม  การพูดขึ้นต้นควรน่าสนใจ พูดเข้าประเด็นให้ชัดเจน  และสรุปปิดให้จับใจ ใช้เวลาเหมาะสม บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
    3. หลังการพูด  หากมีการผิดพลาด ก็ไม่ควรท้อแท้ พยายามนำไปแก้ไขปรับปรุงพัฒนาสม่ำเสมอ
    ที่มา : จากการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการระดับอำเภอ(DW) วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ณ ห้องประชุมอำเภอบางไทร

    ถ่ายทอดโดย : นายวันชัย  อุตสาหะ  หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ สนง.เกษตรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    ผู้บันทึก นายทองดี สมดัง